Sunday, October 2, 2016

เส้นทาง(โรตี)สายไหม เส้นทางที่เชื่อมโยงความรักและผูกพัน ผ่านสถาบันครอบครัวชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

 สายไหม...สายใยแห่งบ้านแสงอรุณ

รัชฎากรณ์ จุ้มเขียวเรื่อง อิงฟ้า นิมิบุตรภาพ

แป้งโรตีเหนียวนุ่มห่อหุ้มสายไหมหอมหวานมันไว้ด้านใน ใครจะไปรู้ว่าขนมหวานชนิดนี้มีเรื่องราวมากมายซ่อนไว้ในทุกเส้นใยของสายไหมและทุกอณูของแป้งโรตี 

ว่าแล้วก็ไม่รอช้า เราไปตามหาที่ไปที่มาของขนมหวานชนิดนี้กันเถิดค่ะ

   คุณป้ามณี หนึ่งในผู้สืบทอดการทำโรตีสายไหมของตระกูลแสงอรุณ กำลังเล่าเรื่องราวของโรตีสายไหมให้ฟัง

คุณป้ามณี แสงอรุณ วัย ๕๙ ปี เล่าว่า ย้อนไปเมื่อหลายสิบปีก่อน คุณอาไปเที่ยวประเทศนอก สมัยนั้นป้ายังเป็นเด็กเล็กจึงไม่ทราบแน่ชัดว่าประเทศอะไร ด้วยความที่เป็นคนมีมานะใฝ่รู้ คุณอาจึงมีโอกาสไปร่ำเรียนการทำแป้งโรตีจากประเทศหนึ่งซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ต่อมาได้นำความรู้มาถ่ายทอดให้ลูกหลาน หนึ่งในคนที่ได้เรียนจากคุณอาคือนายซาเล็ม แสงอรุณ หรือบังเปีย พี่ชายของป้าเอง ในปี พ..๒๕๐๖ บังเปียได้เริ่มปั่นจักรยานเร่ขายโรตีสายไหมเป็นเจ้าแรกของอยุธยา ต่อมาได้ชักชวนเครือญาติให้มาทำโรตีสายไหมขาย จนกิจการขยายใหญ่โตมาถึงทุกวันนี้"

สมัยกระโน้นครั้งป้ามณียังเป็นเด็ก เมื่อได้ยินเสียงเอี๊ยดอ๊าดของจักรยานคันเก่าๆ พร้อมกับเสียงกระดิ่งมาแต่ไกล ป้ามณีมักจะวิ่งไปดักรอซื้อโรตีสายไหม คนขายจะทำกล่องไม้สะพายหรือติดไว้ที่ท้ายจักรยาน กล่องหนึ่งเป็นกล่องเสี่ยงโชค ประกอบด้วยหน้าปัดตัวเลข เข็มชี้ และมีช่องสำหรับหยอดเหรียญ กล่องที่เหลือบรรจุแป้งโรตีและสายไหม เมื่อหยอดเหรียญสลึงลงไปในกล่องเสี่ยงโชคแล้วกดปุ่ม เข็มก็จะหมุนวนจนไปหยุดชี้เลข ๆ หนึ่ง เข็มหยุดที่เลขจำนวนไหน ก็จะได้โรตีสายไหมจำนวนเท่ากับเลขนั้น ป้าลุ้นและสนุกกับการกดโรตีสายไหมมาก เพราะได้เล่นและได้กินด้วย เมื่อโตขึ้นพี่ชายก็ได้สอนวิธีทำโรตีสายไหมให้กับป้า แววตาของป้ามณีฉายแววความสุขขณะเล่าถึงความหลัง

วิธีการขายโรตีสายไหมได้ดำเนินผ่านวันเวลามาเรื่อยๆ จากที่เคยปั่นจักรยานขายก็กลายมาเป็นร้านรวงมีหลักแหล่ง ดังภาพคุ้ยเคยในปัจจุบัน ตลอดแนวถนนอู่ทองหน้าโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยานั้น ถือได้ว่าเป็นย่านของร้านโรตีสายไหมเลยทีเดียว เพราะนอกจากร้านโรตีสายไหมของป้ามณี แสงอรุณแล้ว ข้างๆกันนั้นยังมีร้านอาบีดีน-ประนอม แสงอรุณ ซึ่งเป็นร้านน้องสาวของบังเปีย และร้านโรตีสายไหมเจ้าอื่นอีกมากมายเรียงรายให้ลูกค้าเลือกซื้อ

 หน้าร้านโรตีสายไหมอาบีดีน-ประนอม วางโรตีสายไหมเป็นแนวยาวตั้งแต่เช้า รอลูกค้ามาเชยชมและซื้อไปฝากคนที่รัก

ร้านอาบีดีน-ประนอม แสงอรุณ นอกจากจะได้รับนิยมจนมีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาอุดหนุนตลอดไม่ขาดสายแล้ว ร้านอาบีดีนฯยังเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะพาเราไปดูต้นสายปลายทางของขนมหวานเลื่องชื่อแห่งอยุธยาอีกด้วย เพราะทางร้านมีแหล่งผลิตขนาดย่อมแต่ครบวงจรอยู่ด้านหลังร้าน ซึ่งช่วยบอกเล่าถึงเส้นทางโรตีสายไหมแก่เราได้เป็นอย่างดี

พื้นที่ด้านหลังร้านอาบีดีนฯ ถูกแบ่งพื้นที่ใช้งานออกเป็นสัดส่วน ด้านหน้าสุด เป็นพื้นที่สำหรับหม่าแป้ง แต้มแป้ง ด้านหลังเป็นพื้นที่ผสมหัวเชื้อ เคี่ยวน้ำตาล และยืดเส้นน้ำตาล

เช้าตรู่ของทุกวัน ช่วงเวลาตีห้าถึงหกโมงเช้า กระบวนการผลิตจะถูกขับเคลื่อนด้วยชายวัยรุ่นในชุดนักบอลหลากสีสัน ผู้หญิงในชุดลำลองหลากสไตล์ สมทบด้วยพัดลมประจำตัวของแต่ละคน เนื่องจากบริเวณพื้นที่ทำงานรายล้อมไปด้วยเตาขนาดน้อยใหญ่ อากาศจึงร้อนอบอ้าวตลอดทั้งวัน พัดลมและยูนิฟอร์มหลากสีหลากสไตล์เหล่านี้สามารถช่วยคลายร้อนให้กับคนทำงานได้มาก เพื่อให้การผลิตโรตีสายไหมดำเนินไปด้วยดี ตามกรรมวิธีที่ถูกส่งต่อกันมายาวนาน

ขั้นตอนการแต้มแป้ง
ความเหนียว ความหนาและขนาดของแป้งโรตี เป็นเสน่ห์ที่แต่ละร้านจะเชื้อเชิญลูกค้ามาเลือกสรร 

การทำโรตีสายไหมนั้นเริ่มต้นด้วยการทำให้แป้งมีความอ่อนตัว เรียกว่า การหม่าแป้ง โดยนำแป้งสาลีมาเทลงในกะละมัง จากนั้นเทน้ำผสมลงไป เหยาะเกลือ แล้วใช้สองมือบรรจงคลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้าเนื้อกันใช้เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง

เมื่อหม่าแป้งจนเข้าเนื้อกันแล้ว ก็ส่งต่อให้คนแต้มแป้ง ผู้ซึ่งใช้มือเปล่าข้างที่ถนัดตักแป้งหม่าขึ้นมาจากกะละมัง ควงแป้งแกว่งไปในอากาศเพื่อทดสอบความยืดหยุ่น แล้วจึงแตะแป้งลงไปบนเตาเบาๆคล้ายกับการแต้มสี จากนั้นยกมือขึ้นดึงแป้งกลับมาควงต่ออย่างรวดเร็ว ส่วนอีกมือคอยถือเกรียงเกลี่ยแป้งที่นอนแผ่หราบนเตาให้มีความเรียบเนียน หนาบางเสมอกัน เมื่อแป้งสุกขอบแป้งจะแห้งและยกตัวขึ้นมาเอง จึงใช้เกรียงแซะแป้งลงไปวางในถาดที่ปูด้วยกระสอบสีขาว แล้วจึงบรรจุแป้งลงในหีบห่อตามน้ำหนักที่กำหนดไว้

หลังจากนั่งแต้มแป้งจนเมื่อยแล้ว ได้เวลาไปยืดเส้นยืดสาย ทำให้น้ำตาลกลายเป็นสายไหมที่หอมหวานกันต่อ
 พี่ชายยิ้มหวานมองกล้องหลังจากที่เพิ่งทำสายไหมเสร็จไปหนึ่งกะทะ

แต่ก่อนจะได้สายไหมที่หอมหวานนั้น ก็ต้องมารู้จักกับหัวเชื้อซึ่งได้มาจากการนำแป้งสาลีมาผสมกับน้ำมันปาล์มต้มเคี่ยวด้วยไฟแรงๆประมาณ ๒ ชั่วโมง ก่อนจะนำมาผสมกับน้ำตาลที่เคี่ยวเสร็จแล้ว เพื่อยืดเส้นให้กลายเป็นสายไหมต่อไป

เราเคี่ยวน้ำตาลโดยนำน้ำตาลทรายขาวมาผสมกับน้ำ จากนั้นนำไปเทลงในกะละมังลอยน้ำ รอให้น้ำตาลเย็นจับตัวกันเป็นก้อนแข็ง พี่ศรัญยู หนุ่มกล้ามล่ำวัย ๒๖ ปี หนึ่งในนักยืดเส้นประจำร้าน อธิบายอย่างอารมณ์ดีพร้อมชี้ชวนให้ดูคู่หูอีกคนหนึ่งที่กำลังเคี่ยวน้ำตาลอย่างขะมักเขม้น

เมื่อหัวเชื้อและน้ำตาลเคี่ยวโคจรมาพบกัน เรื่องราวหอมหวานมันก็ได้เกิดขึ้นเป็นเส้นทางสายไหม พี่ศรัญยูใช้เวลาประมาณ ๑๕ นาทีไปกับการยืดเส้นยืดสายให้น้ำตาลก้อนนุ่มกลายเป็นสายไหมบอบบางในที่สุด

กระบวนการผลิตนี้ดำเนินไปเรื่อยๆตั้งแต่เช้าจรดเย็นเป็นวัฏจักร บางวันหมุนยาวไปจนถึงสองทุ่ม ขึ้นอยู่กับจำนวนลูกค้าว่ามีมากหรือน้อย เนื่องจากร้านแสงอรุณไม่ใส่สารกันบูด การผลิตนั้นจึงเกิดขึ้นวันต่อวัน

ในแหล่งผลิตโรตีสายไหมมีทั้งชาวพุทธและชาวมุสลิมที่มาทำงานร่วมกัน แต่กลับไม่มีความแตกต่างให้เห็น ทุกคนยิ้มแย้ม แม้กระทั่งเด็กๆก็มักจะติดตามพ่อแม่มา ณ ที่แห่งนี้ในวันหยุดสุดสัปดาห์ โดยเด็กๆจะมานั่งกินโรตีสายไหมพร้อมๆกับดูโทรทัศน์ด้วยกัน

 เด็กชายผู้โชคดี มาเล่นรอแม่เลิกงาน ได้หม่ำโรตีสายไหมทุกวัน

การผลิตโรตีสายไหมจึงเป็นเหมือนสายใยที่เชื่อมใจพนักงานทุกคนไว้ด้วยความอบอุ่นเสมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน ทุกคนจึงทำงานอย่างสนุกสนานไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

พี่ทำงานที่นี่มา ๕-๖ ปีแล้วเพราะพี่อยากอยู่ใกล้ลูกอยากดูแลครอบครัว ถ้าจะถามว่ามั่นคงไหม? พี่คิดว่าพออยู่ได้นะ รายได้เขาให้เราเป็นรายวัน ขึ้นอยู่กับจำนวนลูกค้าและความขยันของเรา บางวันถ้าลูกค้าเยอะมากๆ เงินที่ได้อาจมากถึง ๘๐๐ บาทเลยทีเดียว ส่วนเรื่องวันหยุดก็มีสัปดาห์ละ ๑ วัน ซึ่งเขาจัดสรรให้ทุกคนได้หยุดพักในวันธรรมดา พี่พัชรี บอกเล่าขณะที่ใช้มือข้างหนึ่งแต้มแป้งสลับกับควงแป้ง และมืออีกข้างหนึ่งใช้เกรียงแซะแป้งที่สุกแล้วเหวี่ยงลงไปในถาดอย่างต่อเนื่อง

 แป้งโรตีกองสูง...วางรอคลายความร้อน เพื่อนำใส่ถุง

ส่วนฝ่ายบรรจุแป้งโรตีลงถุง ก็รับไม้ต่อโดยหยิบเอาแป้งโรตีที่สุกแล้วมาบรรจุใส่ถุงพร้อมกับชั่งน้ำหนักตามเกณฑ์ที่ทางร้านกำหนดไว้อย่างกระฉับกระเฉง พลางบอกเล่าเรื่องราวของตัวเอง

ผมทำงานที่นี่มา ๘ ปีแล้วครับ ผมชอบบรรยากาศการทำงานของที่นี่ ผมชอบอิสระ เรื่องการแต่งตัว ผมจะแต่งชุดอะไรมาก็ได้เขาไม่ว่า การทำงานในวันหนึ่งๆถ้าหากเราคำนวณไว้แล้วว่าเราจะทำปริมาณเท่าไหร่ เมื่อถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ เราสามารถกลับบ้านก่อนได้ แต่ทั้งนี้ต้องดูด้วยว่าลูกค้าเยอะไหม ส่วนเรื่องรายได้กับความสุขนั้นถือว่าสมดุลกันครับ ทั้งสนุกกับการทำงานและมีรายได้ไปจุนเจือครอบครัว ในบางวันถ้าทำพลาดก็มีโดนบ่นบ้าง เป็นปกติของการทำงาน ทำให้เรารู้ว่าผิดพลาดตรงไหน และจะได้แก้ไขปรับปรุงตัวเองพี่สุมิตร หนุ่มไว้หนวดเคราช่างเจรจา วัย ๒๔ ปีเล่าอย่างออกรส

เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการผลิตทั้งแป้งโรตีและสายไหม วัตถุดิบเหล่านี้ก็จะถูกนำมาวางหน้าร้าน เพื่อจำหน่ายให้กับลูกค้าจากทั่วสารทิศต่อไป

 รูปแบบถุงไส้ของร้านอาบีดีน-ประนอม

เป็นที่น่าสังเกตว่าทั้งๆที่มีร้านโรตีสายไหมตั้งเรียงรายอยู่มากกว่า ๕๐ ร้านตลอดแนวของถนนอู่ทอง ฝั่งตรงข้ามกับโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา ทว่าโรตีสายไหมแต่ละร้านนั้นกลับมีจุดเด่นเฉพาะตัวแตกต่างกันไป ทั้งในส่วนของแป้งโรตีที่เหนียวนุ่ม ไม่มีกลิ่นเหม็น บางร้านเน้นความเป็นดั้งเดิม แป้งโรตีจึงมีแค่แป้งขาวกับแป้งใบเตย บางร้านเน้นความแปลกใหม่ตามกระแสจึงเพิ่มรส/กลิ่นที่หลากหลายลงไปในตัวแป้งโรตี ในส่วนของสายไหมก็มีทั้งแบบดั้งเดิมและแบบแปลกใหม่ให้เลือกหลายรสชาติมากพอกัน โดยลูกค้าจะให้คะแนนโรตีสายไหมแต่ละร้านแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของความสะอาด ความสดใหม่ ความอร่อยของแป้งและสายไหม และดูจากความนิยมว่าร้านไหนมีคนต่อแถวซื้อเยอะ จึงค่อยตัดสินใจซื้อร้านนั้น

 ครอบครัวสุดจิตรพาลูกชายมาท่องเที่ยวเรียนรู้วิถีชีวิต และแวะซื้อโรตีสายไหมร้านอาบีดีน-ประนอม ตามคำขอของเพื่อนที่ฝากซื้อ

ลูกค้าที่มาอุดหนุน ต่างก็มีวัตถุประสงค์ต่างกันไป บางคนมาท่องเที่ยวแล้วถือโอกาสแวะมาอุดหนุนโรตีสายไหมก่อนกลับบ้าน บางคนตั้งใจมาซื้อ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ลูกค้าส่วนใหญ่ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าหากมาอยุธยาแล้วไม่ซื้อโรตีสายไหมกลับบ้าน แสดงว่ามาไม่ถึงอยุธยา

ช่วงสุดสัปดาห์ผมมักจะพาครอบครัวไปท่องเที่ยวครับ เพื่อทำกิจกรรมต่างๆร่วมกันทำให้ครอบครัวมีชีวิต ครั้งนี้มาอยุธยาตั้งใจมาตกปลา เที่ยวชมวัดวาอาราม ดูวิถีชีวิตของผู้คน และก่อนกลับบ้านผมก็ไม่ลืมที่จะแวะมาซื้อโรตีสายไหม เอาไปฝากญาติๆและเพื่อนฝูงตามที่ตั้งใจไว้ครับคุณสมหวัง สุดจิตรนักท่องเที่ยวที่มาพร้อมกับภรรยาและลูกชาย บอกเล่าอย่างเป็นกันเอง

เหตุที่โรตีสายไหมเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์โดดเด่นของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพราะอยุธยาเป็นจังหวัดที่มีการผลิตและเร่ขายโรตีสายไหมเป็นเจ้าแรกโดยบังเปีย ต่อมาได้ถ่ายทอดวิธีการทำโรตีจากรุ่นสู่รุ่น จวบจนปัจจุบันแทบทุกบ้านสอนลูกหลานให้ทำโรตีสายไหมตั้งแต่เด็ก ทำให้ครอบครัวได้ทำกิจกรรมร่วมกัน อีกทั้งยังก่อให้เกิดรายได้งอกงาม เด็ก ๆ ได้ฝึกทักษะการทำงานช่วยแบ่งเบาภาระพ่อแม่ เป็นที่กระจ่างแล้วว่าโรตีสายไหมไม่เพียงแต่สร้างรายได้สร้างอาชีพให้ผู้คนชาวอยุธยาเท่านั้น แต่ได้สร้างสายใยความรักความผูกพันและความมั่นคงให้กับสถาบันครอบครัวอีกด้วย
 เด็กน้อยชวนกันเล่นซน รอเวลาเลิกงานของพ่อแม่ในร้านอาบีดีน-ประนอม
นอกจากนี้โรตีสายไหมยังมีความน่าสนใจอีกมาก พี่นกแม่ค้าโรตีสายไหมร้านสุทธินิว เล่าว่า โรตีสายไหมเป็นขนมที่มีเสน่ห์มากนะจะบอกให้ ทุกวันนี้ยังไม่มีเครื่องมือทุ่นแรงใดๆมาทดแทนกำลังและฝีมือของคนได้เลย เพราะเราต้องใส่ใจในทุกขั้นตอน การหม่าแป้งก็ต้องดูว่าแป้งมีความหนืดเกินไปหรือไม่? การแต้มแป้งก็ต้องทำให้แป้งมีความหนาพอดี น้ำตาลเคี่ยวต้องมีความข้นพอดี ที่สำคัญคือ โรตีสายไหมไม่มีความสำเร็จรูป ผู้บริโภคได้มีส่วนร่วม มีความสุขกับการได้ห่อเอง ได้กินเองและทำให้คนที่รักกิน

จากอดีตสู่ปัจจุบัน มีร้านโรตีสายไหมถือกำเนิดขึ้นมากมาย แต่ทว่ากลับไม่มีภาพของการแข่งขันที่รุนแรง เพราะแต่ละเจ้าต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เขามีความเชื่อมั่นในความอร่อยและคุณภาพของโรตีสายไหมที่ตัวเองทำ ไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเองและมีการคิดค้นกุศโลบายการขายที่แปลกใหม่ต่างกันไป ให้ลูกค้าเป็นผู้ตัดสินใจเอง

เราคงจะเห็นแล้วว่า โรตีสายไหม ไม่ได้เป็นเพียงขนมหวานชนิดหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของอยุธยาช่วง ๕๐ กว่าปีที่ผ่านมา ในแง่มุมเล็กๆด้านการค้าขาย วิถีชีวิต และการอยู่ร่วมกันของผู้คนต่างศาสนาในชุมชนเดียวกัน สายไหมเป็นเสมือนสายใยที่คอยเชื่อมความสัมพันธ์ให้คนในครอบครัว ช่วยสร้างสัมมาอาชีพและรายได้ให้คนในท้องถิ่น ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนและสังคมพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

   เพราะความสดใหม่และยังคงรสชาติแห่งความอร่อย จึงทำให้มีลูกค้าแวะเวียนตลอดวัน

แหล่งข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์
https://sites.google.com/site/rotisaimaiayuthya/change-the-banner


Monday, September 26, 2016

ลมหายใจของตะเพียนสาน ผ่านวันวานสู่วันพรุ่ง

 คุณป้าวันกับรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิกับร้านปลาตะเพียนสาน

วันวิสาข์ วิทยานนทการ...เรื่อง อัครินทร์ ทีปสิริคัมภีร์...ภาพ
            
      สายน้ำผูกพันผู้คนเข้าด้วยกันมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าใกล้ไกลเพียงใด  สายน้ำก็นำพาผู้คนมาพบเจอกันได้ อย่างเช่นกรุงศรีอยุธยา เมืองในลุ่มน้ำเจ้าพระยา เป็นศูนย์กลางการค้านานาชาติ เป็นเบ้าหล่อหลอมชีวิตผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ ก่อเกิดวิถีวัฒนธรรมมากมาย มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารดังคำกล่าวที่ว่า "ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว"
            
         ปลาตะเพียนเป็นหนึ่งในปลาที่มีชุกชุมในแม่น้ำลำคลอง จนถือเป็นเครื่องหมายแห่งความอุดมสมบูรณ์ ที่ไม่ใช่เป็นแค่อาหารเลี้ยงชีวิต หากมีความผูกพันกับสังคมไทยมาแต่ครั้งอดีต ปลาตะเพียนจะวางไข่ในฤดูฝน จนโตเต็มที่กินอร่อยในฤดูข้าวตกรวง จึงเป็นที่มาของคำโบราณว่า "ข้าวใหม่ ปลามัน" คนโบราณมีความเชื่อเกี่ยวกับปลาตะเพียนมากมาย ตั้งแต่เรื่องเกี่ยวกับเด็กอ่อน ไปจนถึงการทำมาหากิน
           
ปลาตะเพียนสานแบบประยุกต์ส่วนครีบและหางเป็นลักษณะแบบปลาทอง 


           ในพระราชพงศาวดารกรุงเก่า มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับปลาตะเพียนกับพระเจ้าท้ายสระ ว่าพระองค์ทรงโปรดเสวยปลาตะเพียนมากจนออกพระราชกำหนดห้ามมิให้ราษฎรบริโภคปลาตะเพียน หากผู้ใดฝ่าฝืน มีโทษปรับเป็นเงินถึง ๕ ตำลึง
            
             วรรณคดีสมัยอยุธยายังมีบทเห่ชมปลาของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ฯ (เจ้าฟ้ากุ้ง) กล่าวถึงปลาตะเพียนไว้ว่า

"เพียนทองงามดั่งทอง    ไม่เหมือนน้องห่มตาดพราย
กระแหแหห่างชาย        ดั่งสายสวาทคลาศจากสม"
           
              จากความเชื่อเกี่ยวกับปลาตะเพียน ทำให้สัญลักษณ์ปลาตะเพียนในรูปแบบต่าง ๆ กลายเป็นวิถีวัฒนธรรมของไทยไปแล้ว โดยเฉพาะปลาตะเพียนสานใบลานที่ยังคงอยู่มาถึงปัจจุบัน แม้จำนวนคนทำจะลดลงไปมาก แต่ลมหายใจของปลาตะเพียนสานยังคงอยู่

 ป้าวันกำลังลงสีปลาตะเพียนอยู่ภายในร้าน 

ป้าวัน...ผู้ต่อลมหายใจของปลาตะเพียนสาน
            
            แดดยามสายส่องกระทบพวงปลาตะเพียนสานหลากสีสัน หลายขนาดตั้งแต่พวงเล็กๆ เป็นกระโจมปลาไม่มีแม่ปลา ขนาดย่อม และขนาดใหญ่ ทั้งปลาลูกหก ปลาลูกเก้า ปลาลูกสิบสอง แขวนอยู่เต็มหน้าร้าน "ปลาตะเพียนอยุธยา" ร้านของ "ป้าวัน" วันทนี มีพลกิจ หนึ่งในผู้ทำปลาตะเพียนสานในชุมชนหัวแหลม ท่าวาสุกรี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
            
          "เอ้า ได้ ๆ เข้ามาซิ" ป้าวันบอก หลังจากรู้จุดประสงค์ของเราว่าจะมาขอความรู้เกี่ยวกับการทำปลาตะเพียนสาน
            
             ภายในร้านขนาดไม่ใหญ่นัก มีหน้าต่างเพียงบานเดียว แบ่งส่วนหน้าเป็นที่แขวนปลาตะเพียนสานอีกหลากหลายแบบทั้งที่ใส่ถุงพลาสติกแขวนไว้ที่ผนังเรียงเป็นแถว ทั้งปลาตะเพียนสานสวยงามด้วยสีสัน และลวดลายบนตัวปลาในกล่องกระดาษสีทองวางบนชั้น ฝากล่องใส ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าได้ดี และยังที่แขวนบนเพดานอีก นอกจากปลาตะเพียนสานแล้ว ยังมีการประยุกต์เป็นปลาทองสานด้วย โดยลักษณะหางจะเป็นพวงคล้ายหางปลาทอง และปลาระย้าที่ใช้ลูกปัดสีทองร้อยแทนปักเป้า ใช้ใบไม้สีทองเล็ก ๆ แทนใบโพธิ์ ด้านหลังร้านเป็นที่เก็บวัสดุอุปกรณ์ในการทำปลาตะเพียนสาน ตั้งแต่มัดใบลาน ใบลานตัดแต่งแล้ว ตัวปลาขนาดต่าง ๆ หางปลา สี และพู่กัน
            
 พวงปลาตะเพียนสาน ร้านปลาตะเพียนอยุธยา 

             
             "สานกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย พ่อแม่ ฉันเป็นรุ่นที่ ๓ ทำมาตั้งแต่อายุ ๑๒ หาค่าขนมเก็บไว้เวลาพ่อแม่ไปขายของนาน ๆ " ป้าวันในวัยใกล้ ๗๐ เริ่มเล่าถึงจุดเริ่มต้นของอาชีพสานปลาตะเพียน พ่อแม่ของป้าวันมีอาชีพค้าขาย ออกเรือไปขายของบางทีเป็นเดือน เรือที่ในสมัยก่อนเรียกกันว่า "เรือเครื่องเทศ" เป็นเรือบรรทุกสินค้าต่าง ๆ ไปขาย ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะเครื่องเทศ และแน่นอนว่าต้องมีเจ้าตะเพียนสานแขวนล้อลมไว้ที่ท้ายเรือเพื่อเรียกลูกค้าด้วย
            
                จนถึงวันนี้กว่า ๕๐ ปี ที่ป้าวันยึดอาชีพสานปลาตะเพียนจนส่งลูก ๓ คน เรียนจบ มีงานดี ๆ ทำกันทุกคน ลูกทุกคนทำปลาตะเพียนสานได้ และมาช่วยแม่ที่ร้านในวันหยุดเป็นประจำ รวมถึงช่วงที่ลูกค้าสั่งซื้อปลาจำนวนมากด้วย

  กระป๋องสีและพู่กันสำหรับลงสีและวาดลายของปลาตะเพียนสาน

ใบลานสำหรับใช้ทำปลาตะเพียนสาน จากอำเภอทับลาน จังหวัดปราจีนบุรี 

 ป้าวันบรรจงวาดลายลงบนปลาตะเพียนตัวน้อยแล้วพักให้สีแห้ง
ลูกชายคนเล็กของป้าวันกำลังห่อพวงกุญแจปลาตะเพียนสานเพื่อนนำส่งลูกค้า
            "ลูกฉัน ฉันเลี้ยงไม่ปล่อยนะ กลับจากโรงเรียนนี่ต้องทำงานบ้านก่อนทำการบ้าน ลูกชายคนโตล้างจาน ลูกสาวซักผ้า ลูกชายคนเล็กกวาดบ้าน ถูบ้าน ว่างก็ให้สานปลา จ้างนั่นแหละ ให้รู้จักหาเงิน" ป้าวันเล่าพลางมือก็แต้มสีทำตาพวงกุญแจปลาตะเพียนที่ลูกค้านัดจะมารับบ่ายนี้ไปด้วย ในกระด้งสีมอ ๆ ที่ใส่พวงกุญแจปลามีร่องรอยสีกระเด็นเปรอะทั้งใบ ไม่เว้นแม้แต่บนพื้นกระเบื้อง และขอบบานหน้าต่างที่เต็มไปด้วยรอยหยดด่างดวงหลากสี สะท้อนถึงการเดินทางของปลาตะเพียนสาน และชีวิตคนทำปลาตะเพียนสานได้เป็นอย่างดี
             
                 การทำปลาตะเพียนสานอยู่คู่กับชุมชนมุสลิมท่าวาสุกรี บ้านหัวแหลมในจังหวัดอยุธยามานานกว่า ๑๐๐ ปี โดยสันนิษฐานว่าชาวไทยมุสลิมที่ล่องเรือขายเครื่องเทศอยู่ตามแม่น้ำเจ้าพระยา และอาศัยอยู่ในเรือเป็นผู้คิดประดิษฐ์ปลาตะเพียนสานด้วยใบลานขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งแรงบันดาลใจอาจจะมาจากความรู้สึกผูกพันกับสายน้ำ และความคุ้นเคยกับรูปร่างหน้าตาของปลาตะเพียนที่มีชุกชุมจนถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์

            ปลาตะเพียนสานรุ่นแรก ๆ เรียกว่า “ปลาโบราณ” โดยจะทำเป็นตัวปลาขนาดเล็ก ๆ ๑ – ๓ ตัว เท่านั้น และมักทาด้วยสีเหลืองตามธรรมชาติจาก “รง” ผสมกับน้ำมันวานิช แล้วนำไปเสียบไม้สำหรับแขวน

            ปลาตะเพียนสานไม่ได้เป็นแค่ของเด็กเล่น หรือเครื่องแขวนเหนือเปลเด็กเพื่อความเป็นสิริมงคลเท่านั้น ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับปลาตะเพียนทั้งในเรื่องความขยันหมั่นเพียร การเติบโตมีฐานะมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ดุจดั่งปลาตะเพียนในฤดูข้าวตกรวง บ้างยังถือเคล็ดว่าเพื่อให้ลูกหลานโตเร็ว ๆ ให้มีลูกหลานมากมายเหมือนปลาตะเพียน บ้างก็เชื่อว่าถ้าแขวนปลาตะเพียนไว้หน้าบ้านจะทำให้มั่งมีศรีสุข ทำมาค้าขึ้น เงินทองไหลมาเทมา ซึ่งสะท้อนออกมาในรูปเครื่องรางปลาตะเพียนทอง ปลาตะเพียนเงิน ทำเป็นคู่ เพื่อเสริมมงคลในทางค้าขาย

            “อ้าว ว่าไง มายังไงล่ะนั่น” ป้าวันทักทายลูกค้าตั้งแต่ยังไม่ได้ก้าวเข้าร้าน คุณลุงเดินเข้ามาใต้ชายคาร้านทั้งที่ยังสวมหมวกกันน็อคยิ้มรับคำทักทายพร้อมกับบอกว่าพาคุณยายมาเลือกซื้อปลาตะเพียนสานให้หลานน้อยเน้นว่าต้องเป็นสีแดงด้วย เมื่อเลือกได้ปลาพวงที่ถูกใจแล้วคุณยายค่อย ๆ คลี่ผ้าเช็ดหน้าเก่า ๆ หยิบเงินมาจ่ายค่าปลา แล้วสอดห่อเงินไว้ใต้เข็มขัดก่อนจะผูกไว้กับเข็มขัดที่เคียนเอวอีกชั้นหนึ่ง คุณยายเปรยว่า “ฉันใช้กระเป๋าสตางค์ไม่ได้ หายหมด ต้องแบบนี้แหละ”

 ปลาตะเพียนใบลานสิ่งมงคลที่แขวนภายในร้าน
คนอยุธยายังคงผูกพันกับปลาตะเพียนสาน นอกจากใช้แขวนเหนือเปลเด็กอ่อนแล้ว ยังใช้เป็นเครื่องประดับบ้าน ให้เป็นของขวัญงานขึ้นบ้านใหม่ หรืองานเปิดร้านใหม่ อย่างร้านขายเฟอร์นิเจอร์มือสองข้างร้านป้าวันยังมีปลาลูกสิบสองตัวโตจากร้านป้าวันแขวนเด่นอยู่หน้าร้าน ในร้านป้าวันเองก็แขวนปลาตะเพียนใบลานสีเหลืองมอ ๆ ที่ลงอักขระเลขยันต์ไว้เป็นสิริมงคล คู่หนึ่งแขวนอยู่ตรงกลางใต้ชายคาหน้าร้าน และตรงประตูร้านแขวนปลาอีกตัวคู่กับป้ายร่ำ รวย เงิน ทอง มั่งมี ดี ศรีสุข ป้าวันเล่าว่าพระท่านทำให้ บอกว่าหากินกับปลาก็ใช้ปลานี่แหละเป็นของมงคล

เมื่อถามถึงเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับปลาตะเพียน ป้าวันตอบด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ ใบหน้าเปื้อนยิ้มว่า “ลูกฉันฉลาดเป็นกรดทุกคน เรียนดี ทำงานดี สานปลาได้” นอกจากความภูมิใจในตัวลูก ๆ ทุกคนแล้ว ป้าวันยังภูมิใจกับอาชีพสานปลาตะเพียนมาก “มันอิสระ ไม่ต้องขึ้นกับใคร” และอีกหนึ่งความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของป้าวันคือ การทำปลาตะเพียนสานเพื่อถวายแด่พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ซึ่งในปีที่ประสูติคือปี พ.ศ. ๒๕๔๘ มีการเชิญชวนให้ประชาชนร่วมใจกันแขวนปลาตะเพียนสานประดับไว้หน้าบ้าน เป็นการถวายพระพรให้มีพระพลามัยแข็งแรง และเป็นการถวายความจงรักภักดี

ป้าวันยังมีส่วนช่วยเผยแพร่วัฒนธรรมไทยในต่างแดนกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยหลายครั้ง โดยเดินทางไปสาธิตการสานปลาตะเพียนในหลายประเทศทั้งสหรัฐอเมริกา ดูไบ เยอรมนี จีน และญี่ปุ่น เป็นต้น

ลูกค้าของป้าวันมีทั้งในประเทศ และต่างประเทศ มีทั้งคนทั่วไป องค์กร ห้างร้าน หรือแม้แต่พระภิกษุยังมาซื้อปลาตะเพียนสานไปเป็นของฝากญาติที่เมืองนอก และทำเป็นของมงคล

 พวงกุญแจปลาตะเพียนสานถือเป็นของฝากชิ้นเล็กๆที่ลูกค้านิยมสั่ง
         จากคำพูดของป้าวัน "มือทำรวย หวยทำจน" และ "อย่าทำอะไรนาน ก้าวให้ทันโลก" ที่ดูเหมือนจะเป็นคติพจน์ประจำใจมาตั้งแต่เด็ก ทำให้ในช่วงปลายของชีวิตป้าวันยังคงสานปลาตะเพียนตามแบบดั้งเดิม และตามคำสั่งของลูกค้า ทั้งรูปแบบ ขนาด ลวดลาย และสีสันที่ลูกค้าต้องการ ไม่ว่าจะเป็นพวงกุญแจ เข็มกลัด ต่างหู ที่คั่นหนังสือ หรือนามบัตร แถมป้าวันยังประยุกต์ลวดลายตามที่ลูกค้าสั่ง อย่างช่วงที่มีม็อบการเมือง จะนิยมหางปลาตะเพียนที่เป็นลายธงชาติ ซึ่งปกติลวดลายบนตัวปลาตะเพียนจะเป็นลาย "ตามใจฉัน" อย่างที่ป้าวันบอก ไม่มีชื่อลายที่แน่นอน


เมื่อถามถึงอนาคตของอาชีพสานปลาตะเพียน ป้าวันตอบอย่างไม่ลังเลว่า "อยู่ซิ ลูกฉันก็ทำต่อ เดี๋ยวอายุ ๕๕ บริษัทก็ไล่ออกแล้ว (หัวเราะ) ก็มาทำปลานี่แหละ" และไม่ใช่แค่ลูก ๆ ที่ป้าวันหวังว่าจะเป็นผู้สืบต่ออาชีพที่ป้ารัก หลานสาวคนเดียวของป้าวันอายุเพิ่งจะขวบครึ่งก็ส่อแววจะเจริญรอยตามคุณยายอย่างที่ยายทำอะไรทำด้วย "ฉันสานปลาก็สานด้วย ฉันจับพู่กันก็จับด้วย" ป้าวันเอ่ยถึงหลานสาวสุดที่รักด้วยน้ำเสียงรักใคร่ และดวงตาเป็นประกาย ส่วนการเปลี่ยนแปลงของปลาตะเพียนสานในรุ่นต่อไปนั้น ป้าวันไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก "

ก็แล้วแต่เขา" ป้าวันตอบสั้น ๆ

 ปลาตะเพียนสานร้อยเรียงแขวนไว้ ด้วยยังคงมีลมหายใจอยู่ของผู้สร้างสรรค์เช่นป้าวัน

วันพรุ่งของตะเพียนสาน

            ปลาตะเพียนสานใบลานเดินทางผ่านกาลเวลามานานเนิ่น แม้ลมหายใจจะแผ่วเบาลงบ้างในปัจจุบันเพราะจำนวนคนทำน้อยลงมาก โดยเฉพาะคนที่ทำปลาตะเพียนสานได้ครบทุกขั้นตอนอย่างป้าวัน แต่ด้วยคำยืนยันอันหนักแน่นของป้าวันที่มีผู้สืบทอดรุ่นต่อไปแล้ว ก็ทำให้วางใจได้ว่าปลาตะเพียนสานใบลานจะยังคงอยู่คู่กับคนอยุธยาต่อไปด้วยลมหายใจที่แม้จะแผ่วเบา...แต่มั่นคง


ป้าวันนำปลาตะเพียนออกมาแขวนโชว์หน้าร้านด้วยรอยยิ้ม  

          รู้จักกับปลาตะเพียนสาน
          
            ปลาตะเพียนสานเป็นเครื่องแขวนที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนสำคัญ ๖ ชิ้น คือ

            ๑. กระโจมปลา หรือกระจังบน เป็นส่วนประกอบที่อยู่ตอนบนสุด มีเพียง ๑ ชิ้น ใน ๑ พวง

          ๒. แม่ปลา เป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุด ปลาตะเพียนสาน ๑ พวง จะมีแม่ปลาใหญ่เพียง ๑ ตัว เท่านั้น และเป็นจุดเด่นสำคัญที่สุด

           ๓. กระทงเกลือ รูปร่างคล้ายกระทงใส่เกลือของชาวมุสลิม เป็นรูปดาวห้าแฉก ใช้ตกแต่งพวงปลา ห้อยต่อจากแม่ปลาสำหรับครอบลูกปลาให้ดูสวยงามขึ้น จะมีในพวงปลาตั้งแต่ลูกเก้าขึ้นไปเท่านั้น

            ๔. ปักเป้า หรือเม็ด รูปร่างคล้ายข้าวหลามตัด หรือสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนทรง ๓ มิติ ขนาดเล็ก ใช้ร้อยเป็นสายห้อยตอนบน และสายระย้าตอนล่าง หรือเชื่อมโยงรอยต่อของชิ้นส่วนต่าง ๆ ในพวงปลาตะเพียนและป้องกันไม่ให้เห็นเส้นด้าย

            ๕. ใบโพธิ์ ใช้ใบลานตัดเป็นรูปคล้ายใบโพธิ์ มีน้ำหนักเบา พลิ้วลมได้ดี ใช้ต่อปลายของอุบะห้อยจากกระโจม และกระทงเกลือ ตลอดจนปลายอุบะที่ห้อยต่อจากลูกปลาทั้งหมด

            ๖. ลูกปลา รูปร่างเหมือนแม่ปลา แต่มีขนาดเล็กว่าประมาณ ๓ - ๔ เท่า ใช้ร้อยกับสายระย้าทั้งสามสาย ถ้าเป็นระย้าใหญ่จะร้อยไว้ใต้กระทงเกลือ มีปักเป้าร้อยคั่นตอนบน ถ้าเป็นระย้าเล็ก จะร้อยต่อจากปักเป้าที่ห้อยจากตัวแม่ปลาลงมา